เตรียมพร้อม ก่อน สร้างแบรนด์ เครื่องสำอาง

Aestethics Definition Company
ขั้นตอนของ Targeting ถือว่าสำคัญ ต้องอาศัยข้อมูลแล้วก็การประเมินอย่างรอบคอบเพื่อให้มั่นใจว่าตลาดที่ธุรกิจจะลงไปนั้นมีความเป็นไปได้

ในยุคปัจจุบันผู้คนเริ่มมองหาธุรกิจเสริม การลงทุนสร้างแบรนด์เครื่องสำอางจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของนักธุรกิจรุ่นใหม่ การเดินบนเส้นทางธุรกิจเครื่องสำอาง โรงงานรับผลิตเครื่องสำอาง (OEM) มีมากมาย สร้างแบรนด์ สินค้าไม่ใช่เรื่องยากเหมือนเมื่อก่อน แต่ความยากนั้นคือ การพัฒนาสินค้า ผลิตมาเพื่อใคร ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายสินค้าสามารถตอบสนองความต้องการได้หรือไม่ สิ่งที่ยากกว่าคือจะทำยังไงให้สินค้าขายได้และต้องตรงกับความต้องการของลูกค้าจริง บ่อยครั้งที่มักจะพบเจอกับการขายสินค้าในช่วงแรกมีกระแสตอบรับดี ลูกค้าสนใจแต่ก็ไม่ซื้อ เป็นเพราะไม่ได้ทำการเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน จุดยืนในตลาดของสินค้าก็สู้คู่แข่งในตลาดไม่ได้ หากเป็นแบบนี้เสี่ยงต่อการขาดทุนขายไม่ออกต่อให้สินค้านั่นจะมีสรรพคุณดีแค่ไหน แทนที่จะประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง ต้องมานั่งคิดหนักหาทางออกไม่เจอ

การหาลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้องตามหลักเครื่องมือการตลาด หรือที่เรียกว่า STP Model  เป็นตัวช่วยให้คุณมองเห็นเส้นทางของการขายสินค้าให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น  STP Model ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานของการเริ่มต้นหาลูกค้าที่ทั่วโลกใช้ทำการเจาะกลุ่มเป้าหมาย นำข้อมูลมาวิเคราะห์ปรับใช้กับกลยุทธ์การตลาดของสินค้าหรือบริการ บทความนี้จะพาทุกท่านเจาะลึกถึงหลักการของเครื่องมือทางการตลาดอย่าง STP Model ให้เข้าใจและสามารถนำไปปรับใช้ได้ค่ะ

จะ สร้างแบรนด์ แต่ลูกค้าอยู่ที่ไหน? หาเจอด้วย STP Model

STP Model เป็นเครื่องทางการตลาดที่นำมาวิเคราะห์แบ่งสัดส่วนการตลาดของการ สร้างแบรนด์ ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย  และการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ให้ขายและคงอยู่ในพื้นที่ของตลาด หลักการนี้ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานสำคัญเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะ STP Model นี้ช่วยประหยัดเวลาและช่วยวิเคราะห์ความเป็นไปได้ ให้สามารถนำข้อมูลที่วิเคราะห์มาปรับใช้กับกลยุทธ์ของสินค้า เพื่อให้คุณบรรลุถึงเส้นชัยตามที่ตั้งไว้ 

หลักการใช้เครื่องมือทางการตลาดในการ สร้างแบรนด์ STP Model แบ่งได้เป็น 3 ประเภทดังนี้

S = Segment

การแบ่งส่วนตลาด โดยใช้หลักเกณฑ์การแบ่งเพื่อให้เห็นตลาดที่ชัดเจนก่อนที่ เป็นการจัดกลุ่มเป้าหมายกลายเป็นกลุ่มก้อนเพื่อให้คนทำธุรกิจพอมองออกว่าตลาดที่สินค้าหรือบริการที่เราจะเข้าไปทำการตลาดนั้น คือใคร มีกี่กลุ่ม และขนาดไหน การแบ่งส่วนตลาดแบ่งสามารถใช้ปัจจัยเบื้องต้นนี้ในการแบ่งส่วนตลาดดังนี้

🔹 ประชากรศาสตร์ Demographic
  • เพศ อายุ อาชีพ การศึกษา รายได้ เชื้อชาติ และศาสนา
🔹 จิตวิทยา Psychological
  • ค่านิยม รสนิยม รูปแบบการดำเนินชีวิต บุคลิก ตลอดจนระดับชนชั้น
🔹 พฤติกรรม Behavior
  • ความถี่ในการใช้งาน โอกาสในการใช้  ใช้เองหรือซื้อเพื่อคนอื่น
🔹 ภูมิศาสตร์ Geographic
  • ประเทศ ภูมิภาค จังหวัด พื้นที่เขตต่างๆ เช่น ตัวเมือง ตำบล และชนบท

T = Targeting

การกำหนดกลุ่มเป้าหมายจากการวิเคราะห์ข้อมูลตามหลัก Segmentation เมื่อได้กลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่ต้องการแล้ว  นำมาพิจารณาความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมายของเราคืออะไร ผลิตภัณฑ์สามารถตอบโจทย์ปัญหาของลูกค้าได้จริง และควบคู่กับการประเมินจากขนาดของตลาด การแข่งขันของสินค้าในอุคสาหกรรมเดียวกัน ความยากง่ายในการเข้าสู่ตลาด แบ่งได้ 3 ประเภท ดังนี้

Mass Market

การเลือกตลาดกลุ่มเป้าหมายใหญ่ ครอบคลุมทุกกลุ่ม จับกลุ่มลูกค้าจำนวนมาก ไม่ได้มีเป้าหมายที่เจาะจงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การ สร้างแบรนด์ ที่จะทำตลาดส่วนนี้ ต้องมีความมั่นใจว่าสินค้าหรือบริการสามารถตอบสนองคนได้ทุกกลุ่ม

Segment Market

การเลือกกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่ม จะแบ่งผู้บริโภคออกมามากขึ้น แล้วใช้สินค้าที่แตกต่างเพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าทั้งตลาด เช่น ผู้ชายวัยทำงาน, กลุ่มผู้หญิงที่เป็นแม่บ้าน หรือ สินค้าเกี่ยวกับกีฬา แยกตามประเภทกีฬา

Niche Market

การเลือกกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่มีความละเอียดมาก ลูกค้ามีจำนวนไม่มาก เพราะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ข้อดีคือ คู่แข่งทางการตลาดน้อย และ พร้อมที่จะซื้ออยู่แล้ว การแบ่งกลุ่มเป้าหมาย แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มเป้าหมายใหญ่ กลุ่มเป้าหมายบางกลุ่ม กลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม

ขั้นตอนของ Targeting ถือว่าสำคัญ ต้องอาศัยข้อมูลแล้วก็การประเมินอย่างรอบคอบเพื่อให้มั่นใจว่าตลาดที่ธุรกิจ สร้างแบรนด์ จะลงไปนั้นมีความเป็นไปได้ หรืออย่างน้อยๆ ก็คือสามารถบริหารความเสี่ยงได้ เพราะถ้าสินค้าเรากำหนดกลุ่มเป้าหมายผิด อาจทำให้การทำการตลาดไม่ได้ผลลัพธ์ทีดี นอกจากนี้การที่เรารู้ว่ากลุ่มเป้าหมายคือใครและถ้ายังเข้าใจพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายด้วยจะทำให้เกิดประสิทธิ์ภาพในการทำการตลาดมากขึ้นเช่น พฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นอย่างไร, ซื้อของที่ไหน ออนไลน์หรือเปล่า, หรือ งานอดิเรกชอบทำอะไร เป็นต้น

P = Position

จุดยืนของสินค้า ที่แบรนด์เราจะชนะแบรนด์คู่แข่ง ในส่วนนี้เราจะใช้การพล็อตกราฟเอามาช่วย โดยกราฟจะช่วยให้เราเห็นว่าสินค้าเราอยู่ตำแหน่งไหนในตลาด อะไรที่เด่นกว่า ด้อยกว่า หรือ ใกล้เคียงกันกับแบรนด์คู่แข่ง รวมถึงตำแหน่งจุดยืนของเรา ซ้ำกับใครในท้องตลาดหรือไม่ การเริ่มต้น ทำได้ด้วยการเลือกหัวข้อ เพื่อนำมาวิเคราะห์ โดยพื้นฐาน อาจจะจัดกลุ่มแยกเป็นสองแกนด้าน ดังนี้

จุดยืนด้านอารมณ์ (Emotional) คือ การวางตำแหน่งของแบรนด์ด้วยจุดยืนที่เน้นด้านภาพลักษณ์ บรรยากาศ และอารมณ์ร่วมกับสินค้า โดยการวาง Positioning แบบ Emotional ถือเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับสินค้าที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ซึ่งสามารถพบได้บ่อยในสินค้าที่ใช้เพื่อแสดงฐานะของผู้ใช้ และสินค้าฟุ่มเฟือย (Luxury Goods)

จุดยืนด้านการใช้งาน (Functional) คือ จุดยืนที่เน้นเรื่องเกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าหรือบริการ ฟังก์ชั่นการใช้งาน รวมทั้งความคุ้มค่าที่ได้รับ อย่างไรก็ตามการวางตำแหน่งทางการตลาดเกี่ยวกับด้าน Funciional อาจไม่ได้หมายความว่าคุณภาพของสินค้าจะต้องคุณภาพสูงเสมอไป อาจจะเป็นสินค้าคุณภาพต่ำลงมาแต่มีราคาที่สมเหตุสมผลก็ได้ 

ตัวอย่างการจำลองกราฟ Position ของแบรนด์

ปัจจัยในการวิเคราะห์ 2 ตัวแปร คือ
🔹 1. ปัจจัยด้าน ‘ราคา’
🔹 2. ปัจจัยด้าน ‘คุณภาพ’

การเปรียบเทียบระหว่างแบรนด์ A และ B ซึ่งเราทำกราฟขึ้นมาเพื่อให้เห็นภาพว่าหากทำผลิตภัณฑ์ออกมาแล้ว ประสิทธิภาพการทำงานและราคา สามารถสู้กับคู่แข่งได้หรือไม่ โดยประเมินได้จากผลของกราฟที่ยกตัวอย่างแกน X คือ ราคา แกน Y คือการทำงานของสินค้า แต่นี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อท่านทราบหลักการของ Positioning ซึ่งการดำเนินธุรกิจต่างๆต้องอาศัยการวิเคราะห์จาก STP Model เครื่องมือในการตลาดที่ทรงพลัง  ในส่วนของการพิจารณาจุดยืนของสินค้าไม่จำเป็นจะต้องเป็นประสิทธิภาพและราคาเสมอไป ขึ้นอยู่กับสินค้าเป็นรูปแบบไหนมากกว่า  

เครื่องทางการตลาดอย่าง STP Model ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ง่าย สามารถช่วยให้ธุรกิจ พัฒนาสินค้า ได้ตรงกับความต้องการลูกค้ามากขึ้น เพราะ STP Model จะตั้งต้นที่ความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก  สินค้าที่จัดจำหน่ายสามารถแก้ปัญหาได้จริง ต่อให้สินค้าและบริการจะเป็นรูปแบบไหนลูกค้าก็จะมองว่าดีสำหรับตนเองเสมอ

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ ในการทำธุรกิจเครื่องสำอาง นั้นก็คือ การมองหาโรงงานผลิตเครื่องสำอางที่ได้มาตรฐานที่ สร้างแบรนด์  ครบจบ แต่โรงงานก็มีมากมายทั่วไป อีกทั้งยังสามารถค้นหาได้บนอินเตอร์เน็ต แต่การเลือกโรงงานที่มีผู้เชี่ยวชาญ หรือ R&D (Research And Development) เป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่ว่าคุณจะวางแผนการพัฒนาสินค้ามาอย่างดี แต่โรงงานผู้ผลิตกลับไม่มี R&D ที่มีความสามารถมากพอ อาจจะทำให้การพัฒนาสูตรสินค้าที่ผลิตออกมาไม่ได้คุณภาพตามที่ต้องการ ต้องเสียเวลาในการหาโรงงานใหม่


⭐️ ข้อมูลและขั้นตอนการสร้างแบรนด์ Click ⭐️ สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Click ⭐️

Share:
Share on facebook
Share on twitter
Share on pinterest
Share on linkedin
รับคำปรึกษาฟรี
เริ่มต้นสร้าง
แบรนด์กับเรา
เพิ่มเพื่อน

Connect us

Most Popular

บทความล่าสุด

บทความที่คุณอาจสนใจ

กระแส Organic และมาตรฐานการสร้างแบรนด์

ปัจจุบันเราจะได้ยิน ได้ใช้สินค้าจากแบรนด์ต่างๆที่เคลมว่า เป็นสินค้า “Organic” โดยความเข้าใจของผู้บริโภค ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า Organic คือปราศจากสารเคมี 100% ซึ่ง Organic ที่แท้จริงคืออะไร เรามีคำตอบ

Read More »
ผู้บริหารของ Aes De ได้รับเกียรติจากกองประกวดมิสแกรนด์มุกดาหาร ให้ร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินสาวงาม

วันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ดร.วริศาธนัน ช่อผกา และ คุณชันยกร คงสกุล ผ

Read More »